คนรวยรอดแล้วนะฮ๊าฟ 8%มาแว๊ว

[TABLE=“class: main, width: 100%”]
[TR]
[TD=“class: comment, align: left”][B][COLOR=red]โกร่ง’ชงไอเดียเก็บแวตเพิ่ม 1% แทนรีดภาษีคนรวย[/COLOR][/B]

“ดร.โกร่ง” กางตำราเล่มใหม่รับแกน ศก.โลกเปลี่ยน มาอยู่แถบเอเชีย เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปัดฝุ่นใช้ดอนเมืองเชื่อมแอร์พอร์ตลิงก์ สุวรรณภูมิ หนุนบินไทยลงทุนเพิ่ม เสนอผุดนิคมอุตฯ ไอที เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดร แนะหั่นไฮสปีดเทรนสั้นกุดเหลือพิษณุโลก-โคราช-พัทยา ให้รัฐบาลคิดใหม่เก็บแวตเพิ่ม 1% หวังลดช่องว่างคนรวย-คนชั้นกลาง…

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “ประเทศไทยจะไปทางไหน” ในงาน สัมมนาเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ : การสร้างภูมิคุ้มกันของไทย จัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์และอุตสาหกรรม วุฒิสภา โดยระบุตอนหนึ่งว่า ขณะนี้ขั้วอำนาจผู้นำทางเศรษฐกิจได้ย้ายมาแถบเอเชีย เช่น จีน อินเดีย แทนอเมริกาและยุโรป จากการเปิดประเทศของพม่า ถือว่าไทยได้เปรียบกว่าประเทศอื่น แต่สถานะไทยขณะนี้ล้าหลังมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะโครงสร้างด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ในส่วนการขนส่ง เช่น สนามบินต้องมีการขยายเพื่อรองรับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำแผนให้รัฐบาล ซึ่งนอกจากขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ใน 6 ปีแล้ว ต้องพัฒนาสนามบินดอนเมืองให้กลับมาใช้ได้อีก ขณะนี้สายการบินแอร์เอเชียได้ตอบรับแล้วแต่ยังติดปัญหาการเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ จึงมีความคิดใช้ชัตเตอร์บัสเข้ามาดูแลการขนส่งส่วนนี้

ส่วนแผนระยะยาว ได้เสนอทำแอร์พอร์ตลิงก์เชื่อมสถานีมักกะสันกับสนามบินดอนเมืองใช้เวลา 3 ปี ส่วนสายการบินของไทยที่เก่าแก่ ขณะนี้ขายได้เฉพาะรอยยิ้มเท่านั้น ดังนั้นต้องสนับสนุนให้มีการลงทุนใหม่ รัฐบาลต้องยอมไปค้ำประกันหนี้ให้ แต่ต้องดูว่ากฎหมายอนุญาตให้มากน้อยแค่ไหน รวมถึงต้องพัฒนาแหล่งนิคมอุตสาหกรรมหนัก ขณะนี้มีเพียงฝั่งตะวันออกเท่านั้น แต่มีปัญหาขาดแหล่งน้ำจืดต้องพัฒนาจัดหาตั้งแต่ จ.สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีน ระยองและจันทบุรี ส่วนภาคอุตสาหกรรมเบา เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิส ควรขยายพื้นที่แหล่งนิคมเหล่านี้ไปยัง จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น และอุดรธานี ที่มีสนามบินอยู่ เพื่อรองรับการขนส่งชิ้นส่วนอุตสาหกรรมเบาสำหรับพื้นที่ภาคใต้ควรพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ต้องพัฒนาระบบเทคโนโลยี (ไอที) ทำให้ค่าบริการถูกลง เปลี่ยนวิธีคิดจากเดิมคิดจะหารายได้เข้ารัฐวิสาหกิจอย่างเดียวต้องเปลี่ยนเป็นให้รัฐบาลเข้ามากำหนดราคา ต้องเปิดประมูลว่าจะให้รัฐบาลเท่าไรและไม่ยึดว่าใครให้มากกว่าชนะ เพราะกลายเป็นการผลักภาระไปให้ผู้บริโภค

รวมถึงการพัฒนาระบบขนส่งระบบรางซึ่งมีความล้าสมัยมาก โดยต้องเสริมรถไฟไฮสปีดความเร็ว 250-300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และความเร็วสำหรับขนส่งสินค้าที่ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้ ตามที่นายกรัฐมนตรีเคยประกาศจะสร้างสายแรกกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แต่เมื่อทำจริงพบว่าต้องเวนคืนที่คืนมากกว่าที่กำหนด และใช้เวลาหลายปี ดังนั้น ในเบื้องต้นควรก่อสร้างสายกรุงเทพฯ-พิษณุโลกก่อนขยายไป จ.เชียงใหม่ ส่วนสายอีสานให้ทำถึง จ.นครราชสีมา สายตะวันออกให้ทำแค่พัทยา จ.ชลบุรี เพราะยังมีปัญหาเรื่องจำนวนผู้ใช้บริการ และสายใต้ให้ทำเฟสแรกถึง อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ แล้วค่อยขยายเฟสต่อไป ซึ่งการพัฒนาระบบรางต้องหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและญี่ปุ่นที่พัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่ทวาย ซึ่งประเทศไทยจะเป็นจุดผ่าน ดังนั้น ต้องหารือในการพัฒนาระบบรางให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นอกจากนี้ ต้องพัฒนาด้านสังคมการศึกษาควบคู่กันไป โดยเฉพาะแรงงานต้องจัดอบรมเพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน ขณะที่มาตรการทางภาษีถือเป็นด้านลบที่ทำลายความจูงใจการลงทุน เพราะมาตรการทางภาษีอย่างเดียวเป็นแค่การหารายได้ให้รัฐบาล ความคิดสมัยใหม่ คือ การลดช่องว่างความเป็นอยู่โดยเป็นรายจ่ายของรัฐบาลในโครงการต่างๆ เพราะมาตรการทางภาษีมีข้อยกเว้นมาก แต่คนที่ได้รับผลโดยตรงคือ คนชั้นกลาง แต่คนรวยที่มีรายได้จากดอกเบี้ย เงินปันผลและการขายหุ้นจะไปเก็บในอัตราที่สูงไม่ได้ เพราะจะกระทบการแข่งขัน รวมไปถึงตลาดหลักทรัยพ์เพราะเงินจะหนีไปอยู่ที่สิงคโปร์หมด ดังนั้นฐานภาษีควรเก็บจากการบริโภค ที่ผ่านมาเคยเรียกร้องให้เก็บภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า แต่ติดเงื่อนไขมาก ดังนั้น หากลองมาคิดใหม่ เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 1% จะได้ 6 หมื่นล้านบาทซึ่งจะไปลดภาษีอื่นได้มาก

ส่วนนโยบายการพักหนี้ให้เกษตรกรและลูกหนี้ชั้นดีที่รัฐบาลเคยมาปรึกษาตน ซึ่งให้คำแนะนำไปว่าจะถูกโจมตีเรื่องวินัยของผู้กู้นั้น ดูจากข้อมูลตัวเลข กองทุนต่างๆ แล้ว เกษตรกรไม่เคยเสียวินัยการเงิน เมื่อพักไปสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ ดังนั้น ข้อกังวลว่าจะสร้างภาระให้รัฐบาลหรือเสียวินัยการเงินการคลังจึงไม่เป็นความจริง ดูแล้วจะเป็นภาระรัฐบาลประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หากพักหนี้ 3 ปี จะตกปีละ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นความรับผิดชอบของสถาบันการเงินของรัฐ และรัฐบาลคนละครึ่ง.

โดย: ทีมข่าวการเมือง

27 เมษายน 2555, 20:00 น.

ที่มา : ไทยรัฐ
[/TD]
[/TR]
[/TABLE]

เพิ่ม VAT อีก 1% นี่ ผู้บริโภคโดนกันระนาวครับ

ผลักภาระให้ประชาชน

เงินหมดแล้วไงครับ

ช่วงนี้ ข้าวของกำลังขึ้นราคาเลย ครับ เจอข่าวนี้เข้าไป โดนอีก

สงสัยงบขาดดุลแสนล้าน

ประชาชนโดนกันเต็มๆเลย

ทำไมไม่เก็บคนรวยเพิ่มอะ แย่